ที่มา

เว็บนี้ผมเปิดไว้ในแนวของบันทึกออนไลน์ เพื่อบันทึกการปรับเปลี่ยนที่นาผืนน้อยๆ (คำๆ นี้ต้องมีคำว่า ‘ที่’ และไม้ยมกด้วยถึงจะดูดี) ให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่สมาชิกครอบครัวสามารถพึ่งพิงได้

จากที่นาผืนเดิมและการทำนาที่เปลี่ยนไปคล้ายการซื้อหวย คือในปัจจุบันแรงงานที่จะปักดำทิ้งพ่อลืมแม่หนีเข้าโรงงานกันหมด การทำนาก็ต้องใช้วิธีหว่านเพื่อลดการใช้แรงงานคน ที่ว่าคล้ายกับการซื้อหวยก็คือหว่านกันตั้งแต่เดือนเมษา ถ้าฝนมาเร็วมันก็งอกงามดี แต่โอกาสที่ฝนจะมามันก็น้อยเพราะมันยังไม่เข้าหน้าฝน จะมาเต็มที่ก็มิถุนา กรกฏา จะรอให้น้ำมาก่อนก็ไม่ได้ เพราะถ้าน้ำมากแล้วการทำนาก็จะเปลี่ยนเป็นการดำที่ต้องใช้แรงงานคนมากกว่า ซึ่งมันหาคนไม่ได้แล้ว

อีกอย่างการทำนานั้นแม้ข้าวราคาดีแต่ชาวนานั้นกลับไม่ได้อะไร ไม่นับค่าปุ๋ย ค่ายา ที่เห็นว่าชาวนาจะได้ตังค์มากขึ้น ก็ขึ้นราคาไปดักไว้ก่อนแล้ว (ปุ๋ยผมยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่เพราะผู้อาวุโสอยากให้ข้าวเขียว แต่ยาฆ่าหญ้าผมไม่ใช้) และปีที่แล้วนั้นชาวนาถูกทำร้ายแบบแชนด์วิช คือประกบหน้าประกบหลังเลย ปุ๋ยแพงขึ้นแล้วข้าวมาจากไหนมาก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด (รัฐมนตรีเกษตรไม่รู้คงดีใจนึกว่าชาวนาไทยทำผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้น) จนข้าวราคาตก

เมื่อตกผลึกแล้วว่าทำขายก็ไม่รวย วันนี้ผมขอเปลี่ยนแนว ทำต่อพอกิน เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นบ้าง ผสมผเสปนเปไป ด้วยตวามหวังว่ามันจะเป็นป่าที่อุดมไปด้วยของกินสำหรับครอบครัว โดยมีสถิติทางการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรและสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกปีด้านล่าง เป็นตัวกระตุ้นให้พยายามผลิตอาหารที่ดีสำหรับเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว

แปลงทดลองทำการเกษตรหลังบ้าน เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ (เนื้อหาในเว็บยังอยู่ในแปลงทดลองนี้)

[Gallery not found]

แปลงนาที่ตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน

30 เมษายน 2553 ล้อมรั้วป้องกันวัว-ควาย พร้อมกับขุดสระน้ำ

[Gallery not found]

—————————————
ข่าวจาก ศูนย์ข้อมูลด้านอาหาร กระทรวงสาธารณสุข
จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ปี พ.ศ.2548-2550 พบว่า มีปริมาณการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร รวม 44,696 55,538 และ 67,894 ตันต่อปี ซึ่งสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 2550 มีการนำเข้าสารเคมีกำจัดวัชพืชมากที่สุด 73.9% รองลงมา คือ สารเคมีกำจัดแมลง 12.68% และสารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืช 9.73%

Comments are closed.